ไขปริศนาพระใบเสมา ทำไมคนถึงเรียกว่า "ขุนแผนวัดมณเฑียร"?
ถ้าพูดถึงความลึกลับและเสน่ห์ของพระกรุโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกเหนือจากวัดวาอารามที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงปัจจุบันแล้ว ยังมีโบราณสถานอีกหลายแห่งที่สูญหายหรือกลายเป็น "วัดที่สาบสูญ" ไปตามกาลเวลา แต่ชื่อเสียงและความงดงามของพระเครื่องที่เคยถูกค้นพบกลับยังคงตราตรึงอยู่ในใจของนักสะสมรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่เสมอ
หนึ่งในกรุพระลึกลับที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขานถึงเอกลักษณ์อันแปลกตา นั่นก็คือ "พระกรุมณเฑียร" ซึ่งมีปริศนาอันน่าสนใจว่า ทั้งที่พิมพ์ทรงขององค์พระมีลักษณะเป็น "ใบเสมา" แต่เหตุใดเซียนพระและนักสะสมจึงนิยมขนานนามว่า "ขุนแผนวัดมณเฑียร" บทความนี้จะพาทุกท่านไปไขปริศนา พร้อมเจาะลึกพุทธศิลป์และประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของพระกรุโบราณแห่งนี้กันครับ
ตำนานวัดที่สาบสูญและความเป็นมาของกรุมณเฑียร
วัดมณเฑียร เป็นโบราณสถานสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุถึงความสำคัญ แต่ด้วยกาลเวลาผ่านมากว่าหลายร้อยปี ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของผังเมืองและการรุกรานในอดีต ทำให้วัดแห่งนี้หลงเหลือเพียงร่องรอยทางโบราณคดีจนถูกเรียกว่าเป็นวัดที่สาบสูญไปตามกาลเวลา
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของวัดมณเฑียรกลับไม่เคยเลือนหายไปจากวงการพระเครื่อง เนื่องจากมีการขุดพบพระพิมพ์เนื้อดินและเนื้อชินอันทรงคุณค่า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในพิมพ์พระยอดนิยมของนักสะสมพระกรุอยุธยา
การค้นพบพระเครื่องจากกรุนี้สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือช่างสกุลอยุธยาตอนต้น ที่มีความประณีตบรรจงในการสร้างสรรค์พุทธศิลป์ให้ออกมางดงามแปลกตา และมีความหมายลึกซึ้งในเชิงพุทธศาสนา
ไขปริศนา: พิมพ์ทรงใบเสมา แต่ทำไมเรียก "ขุนแผน"?
คำถามที่นักสะสมมือใหม่มักสงสัยอยู่เสมอคือ "ทำไมพระกรุมณเฑียรที่มีรูปทรงเป็นใบเสมา ถึงถูกเรียกว่าพระขุนแผน?"
สาเหตุหลักมาจาก "พุทธลักษณะและลักษณะเนื้อหา" ขององค์พระที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระพิมพ์ขุนแผนทรงพุทธศิลป์โบราณ ประกอบกับในอดีต วงการพระเครื่องมักจะเรียกขานพระพิมพ์เนื้อดินเผาที่มีความเข้มขลังและมีองค์พระประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้วหรือซุ้มเรือนยอดในลักษณะใกล้เคียงกันว่า "พระขุนแผน" ตามคติความนิยม
แม้ว่ารูปทรงภายนอกของพระกรุมณเฑียรจะถูกออกแบบมาใน ทรงใบเสมา ซึ่งเป็นเครื่องหมายเขตพุทธาวาสอันบริสุทธิ์ แต่ด้วยความนิยมและพุทธศิลป์ที่ทรงอำนาจ สง่างาม ทำให้ผู้คนในยุคต่อมานิยมเรียกติดปากกันว่า "พระขุนแผนวัดมณเฑียร" จนกลายเป็นชื่อเรียกสากลในวงการพระเครื่องจวบจนปัจจุบัน
เจาะลึก 3 พิมพ์ทรงมาตรฐานของพระใบเสมากรุมณเฑียร
พระใบเสมากรุมณเฑียรส่วนใหญ่ที่พบจะเป็น พระเนื้อดินเผา เป็นหลัก ส่วนพระเนื้อชินนั้นมีการพบบ้างแต่มีจำนวนค่อนข้างน้อย โดยเนื้อหาของพระกรุนี้มีความละเอียดพอสมควร ไม่หยาบกระด้าง และมีหลากหลายสีสันตามธรรมชาติของการเผาและมวลสาร เช่น สีแดง สีส้ม สีน้ำตาล สีเขียว สีดำ สีเทา และสีพิกุลแห้ง
สำหรับพิมพ์ทรงที่ได้รับการยอมรับและเล่นหากันเป็นมาตรฐานสากล มีอยู่ด้วยกัน 3 พิมพ์หลัก ดังนี้ครับ:
-
พิมพ์ใบเสมาข้างกนก: เป็นพิมพ์ทรงที่ หาชมได้ยากและพบน้อยที่สุด ในบรรดาพิมพ์ทั้งหมด องค์พระมีความหนาเป็นพิเศษ ลวดลายด้านข้างมีการแกะสลักลวดลายกนกอย่างวิจิตรงดงาม แสดงถึงความประณีตขั้นสูงของช่างโบราณ
-
พิมพ์ใบเสมาซุ้มขีด: มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เส้นซุ้มรอบองค์พระที่มีรอยขีดหรือลวดลายเส้นซุ้มคมชัด เป็นพิมพ์ที่สะท้อนถึงรายละเอียดอันเป็นเอกัตลักษณ์ของสกุลช่างอยุธยาตอนต้น
-
พิมพ์ใบเสมาฐานสูง: เป็นพิมพ์ที่มีความสมส่วน ฐานขององค์พระมีความสูงเด่นชัด สื่อถึงความมั่นคงและสง่างาม
พุทธลักษณะและอิทธิพลทางศิลปะสุโขทัย-อยุธยาตอนต้น
เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดทางพุทธศิลป์ของพระใบเสมากรุมณเฑียร จะพบว่ามีความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง:
-
องค์พระประธาน: ประทับนั่งในท่ามารวิชัย อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว
-
ร่มพฤกษาและฐานบัว: ด้านข้างขององค์พระมีร่มพฤกษา (ต้นไม้หรือฉัตร) แผ่กิ่งก้านปกคลุม และมีฐานรองรับเป็น "บัวคว่ำบัวหงาย" ซึ่งเป็นศิลปะอิทธิพลจากสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น
-
รูปทรงใบเสมา: การจำลองรูปทรงให้เหมือนใบเสมาโบราณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ในเขตพุทธาวาส ทำให้พระพิมพ์ชุดนี้มีความหมายที่เป็นสิริมงคลยิ่ง
นอกจากจะพบที่วัดมณเฑียรแล้ว ในยุคต่อมายังมีการค้นพบพระพิมพ์ลักษณะเดียวกันนี้ที่ "วัดสมณโกส" (วัดสมณโกฏฐาราม) อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งช่วยยืนยันถึงความแพร่หลายและการสร้างสรรค์ในยุคสมัยอยุธยาตอนต้นได้เป็นอย่างดี
คุณค่าทางจิตใจและการอนุรักษ์มรดกพุทธศิลป์
การศึกษาและสะสม พระกรุมณเฑียร ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตามหาวัตถุมงคลหายากเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันรักษามรดกทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาช่างโบราณแห่งกรุงศรีอยุธยา
ความงดงามของเนื้อดินโบราณ สีสันที่หลากหลายตามธรรมชาติ และพุทธศิลป์ทรงใบเสมาอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้พระกรุมณเฑียรยังคงทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ และเก็บรักษาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของอนุชนรุ่นหลังสืบไป
