ประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ "พระกรุวัดตะไกร" อยุธยา
หน้าประวัติศาสตร์และงานพุทธศิลป์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเต็มไปด้วยเรื่องราวและโบราณสถานที่น่าค้นหา นอกเหนือจากวัดวาอารามสำคัญใจกลางเกาะเมืองแล้ว ยังมีโบราณสถานเก่าแก่นอกเกาะเมืองที่มีความสำคัญทั้งในแง่ของเส้นทางคมนาคมโบราณและตำนานพระเครื่องอันโด่งดัง นั่นก็คือ "วัดตะไกร"
วัดตะไกรไม่เพียงแต่เป็นโบราณสถานที่มีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในอดีต แต่ยังเป็นแหล่งกำเนิดของ "พระกรุวัดตะไกร" พระเครื่องเนื้อดินและเนื้อชินอันทรงคุณค่า ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่ยอมรับในหมู่นักสะสมพระกรุมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปศึกษาความเป็นมา สถาปัตยกรรม และเรื่องราวความเชื่อที่ทำให้พระกรุวัดตะไกรยังคงทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา
ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมโบราณ ณ "วัดตะไกร"
วัดตะไกร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดหน้าพระเมรุ บริเวณชุมชนคลองสระบัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง หรือราวรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2006–2170)
ในอดีต บริเวณคลองสระบัวทำหน้าที่เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โปรดให้ย้ายเพนียดคล้องช้างจากบริเวณหัวรอไปยังตำบลสวนพริกในปัจจุบัน คลองสระบัวจึงถูกกำหนดให้เป็น เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ ไปยังเพนียดคล้องช้างด้วย
อย่างไรก็ตาม วัดตะไกรต้องเผชิญกับชะตากรรมถูกทิ้งร้างนับตั้งแต่คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 ก่อนที่จะมีหลักฐานการกลับมาบูรณะและใช้งานอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับการทรงเครื่องใหญ่ที่วัดตะไกร
หนึ่งในเรื่องเล่าขานที่สืบทอดกันมาในท้องถิ่นและสร้างความน่าสนใจให้กับวัดตะไกรเป็นอย่างมาก คือเรื่องราวของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ตามตำนานระบุว่า หากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะทรงเครื่องใหญ่ (การตัดผมหรือแต่งพระองค์ตามราชประเพณี) พระองค์จะต้องเสด็จมาทรงเครื่องที่วัดตะไกร เนื่องจากในอดีตพระองค์ทรงมีวิชาคงกระพันชาตรี การทำพิธีตัดผมหรือแต่งพระองค์จึงต้องกระทำโดยเจ้าอาวหารหรือพระภิกษุผู้ทรงวิทยาคมสูงส่งประจำวัดแห่งนี้เท่านั้น
เรื่องเล่าขานดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนิกชนและนักสะสมเชื่อมั่นว่า พระกรุวัดตะไกร มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในด้าน อานุภาพความอยู่ยงคงกระพันชาตรี ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา
การค้นพบกรุพระและการจำแนกพิมพ์ทรงมาตรฐาน
การค้นพบพระเครื่องจากกรุวัดตะไกรอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2470 โดยมีการขุดพบพระเครื่องจำนวนมากภายในพระเจดีย์ร้างบริเวณวัด
พระเครื่องที่พบส่วนใหญ่จะเป็น พระเนื้อดินเผา รองลงมาคือพระเนื้อชิน และเนื้อชินสนิมแดงจำนวนน้อย โดยพิมพ์ทรงที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นที่นิยมสะสม มีดังนี้ครับ:
-
พิมพ์หน้าครุฑ: มีเอกลักษณ์ทางพุทธศิลป์ที่โดดเด่น และมักพบในการแตกกรุครั้งหลังๆ
-
พิมพ์หน้ามงคล: เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูง และพบทั้งในเนื้อดินและเนื้อชิน
-
พิมพ์หน้าฤๅษี: สะท้อนถึงฝีมือช่างสกุลอยุธยาตอนกลางที่มีความลึกซึ้ง
-
พิมพ์พระโป้ (หลวงพ่อโต): พระพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะพุทธศิลป์เฉพาะตัว
-
พิมพ์หลวงพ่อโต: อีกหนึ่งพิมพ์ทรงที่นักสะสมนิยมศึกษาและสะสม
เอกลักษณ์สำคัญในการพิจารณาพระกรุวัดตะไกรแท้
สำหรับผู้ที่ศึกษาและสะสมพระกรุวัดตะไกร มีจุดสังเกตทางกายภาพและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการพิจารณา ดังนี้:
-
ร่องรอยรูไม้เสียบที่ก้นฐาน: พระกรุวัดตะไกรเนื้อดินแทบทุกองค์จะมี "รูไม้เสียบ" อยู่ที่บริเวณก้นใต้ฐาน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเทคนิคของช่างโบราณที่ใช้ไม้เสียบเพื่อช่วยดันองค์พระให้ออกจากแม่พิมพ์ได้อย่างสะดวกโดยไม่เสียหาย หากพบพระพิมพ์กรุวัดตะไกรที่ไม่มีรูไม้เสียบ สันนิษฐานได้ว่าอาจมาจากกรุอื่น
-
การลงรักปิดทองเดิม: พระบางองค์ที่พบในกรุยังปรากฏร่องรอยการลงรักปิดทองเดิมติดมาด้วย ซึ่งเพิ่มความคลาสสิกและคุณค่าทางประวัติศาสตร์
-
การแตกกรุในหลายวาระ: นอกจากกรุหลักในปี พ.ศ. 2470 แล้ว ยังมีการพบพระพิมพ์ลักษณะเดียวกันในสถานที่อื่นๆ ด้วย เช่น วัดเลียบในกรุงเทพฯ, กรุวัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี และการพบครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2442 (หมายเหตุ: ตามหลักฐานการบันทึกทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) บริเวณสระน้ำมนต์ทางทิศตะวันออกของวิหารใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพิมพ์หน้าครุฑ แม้จะเคยมีข้อถกเถียงในบางกลุ่มเรื่องการแตกกรุ แต่พระกรุวัดตะไกรก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
พระกรุวัดตะไกร จึงเป็นอีกหนึ่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของอยุธยาที่ไม่ควรลืมเลือน ทั้งในแง่ของสถาปัตยกรรมโบราณ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร และคุณค่าของพระเนื้อดินโบราณที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ควรค่าแก่การศึกษาและอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป
