มรดกแผ่นดินอู่ทอง: ย้อนรอยประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์อันทรงคุณค่าแห่ง "กรุวัดมหาธาตุ" อยุธยา
เมื่อเรามีโอกาสได้เดินเท้าเข้าไปเยี่ยมเยือนอุทยาน (ประวัติศาสตร์) พระนครศรีอยุธยา สิ่งแรกที่จะสะดุดตาและดึงดูดใจผู้คนเสมอก็คือซากความยิ่งใหญ่ของ "วัดมหาธาตุ" โบราณสถานสำคัญใจกลางเกาะเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการบูรณะและพังทลายมาหลายต่อหลายยุคหลายสมัย
ในมุมมองของผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายอดีตและงานพุทธศิลป์ ผมมักจะรู้สึกเสมอว่าวัดมหาธาตุไม่ได้เป็นแค่เพียงซากอิฐปูนที่ไร้ชีวิต แต่ที่แห่งนี้คือ "ขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์" โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องราวของพระเครื่องจาก "กรุวัดมหาธาตุ" ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกรุพระที่ทรงคุณค่า หายาก และสะท้อนอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมขอมโบราณได้อย่างลึกซึ้งที่สุดกรุหนึ่งในเมืองไทย บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับความยิ่งใหญ่ของกรุพระแห่งนี้กันครับ
ประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกผ่านกาลเวลา: จากความยิ่งใหญ่สู่การบูรณะหลายครา
หากเราพลิกหน้าประวัติศาสตร์ดูก็จะพบว่า วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี โดยสร้างขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนต้น โดย สมเด็จพระราเมศวรมหาราช ซึ่งเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองเพิ่งเริ่มต้นสร้างตัว และรับเอาศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนอิทธิพลความเชื่อจากขอมโบราณโดยตรงเข้ามาผสมผสานกับงานช่างฝีมือไทย
แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานการสร้างวัดมหาธาตุในรายละเอียดเชิงลึกนั้นยังมีบันทึกที่ไม่ชัดเจนนัก ทราบแต่เพียงว่าใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างค่อนข้างนาน และด้วยความที่ผ่านกาลเวลานานนับร้อยปี ตัวองค์พระปรางค์และสถาปัตยกรรมภายในวัดจึงต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและความทรุดโทรมตามกาลเวลา:
-
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม องค์พระปรางค์เคยพังทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ แต่ในขณะนั้นยังมิได้มีการซ่อมแซมทันที
-
ต่อมาในสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
-
ล่วงมาถึงสมัย รัชกาลที่ 5 องค์พระปรางค์ก็เกิดพังทลายลงมาอีกครั้งตามอายุขัย
-
จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 7 ทางราชการได้นำกำลังทหารเข้ามาช่วยบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยมีการสร้างยอดพระปรางค์ด้วยไม้สัก ซึ่งน่าเสียดายว่าในปัจจุบันชิ้นส่วนไม้สักเหล่านั้นได้พังทลายสูญหายไปตามกาลเวลาจนหมดสิ้นแล้ว
ความน่าสนใจคือ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความเสียหายของตัวสถาปัตยกรรม ภายใน lòng (หัวใจ) ขององค์พระปรางค์และกรุเจดีย์รอบๆ กลับซ่อนความมหัศจรรย์ขององค์พระเครื่องเนื้อชินเงินโบราณเอาไว้มากมาย ซึ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติและกาลเวลามาบอกเล่าเรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตให้พวกเราได้ศึกษาชื่นชมกันจนถึงทุกวันนี้
อิทธิพลศิลปะขอมโบราณจากลพบุรี สู่เอกลักษณ์ความงามแห่งกรุวัดมหาธาตุ
ความพิเศษที่ทำให้พระกรุวัดมหาธาตุโดดเด่นไม่เหมือนใคร นั่นคือการ รับเอาวัฒนธรรมและสกุลช่างขอมโบราณจากเมืองลพบุรี เข้ามาผสมผสานอย่างกลมกลืน ทำให้พุทธลักษณะของพระเครื่องที่พบในกรุนี้มีความเข้มขลัง สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยพลังทางศิลปะที่หาชมได้ยากในยุคหลังๆ
เมื่อลองพินิจพิเคราะห์จากมุมมองของคนรักศิลปะ พระกรุวัดมหาธาตุส่วนใหญ่ที่ถูกขุดพบนั้น "เป็นพระเนื้อชินเงินทั้งหมดทั้งสิ้น" ซึ่งเนื้อชินเงินโบราณที่มีอายุเก่าแก่ร่วมหลายร้อยปีนี้ เมื่อผ่านกาลเวลามานาน มักจะปรากฏคราบปรอท ขุยสนิม หรือผิวสนิมตีนกาที่ดูคลาสสิกและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง พิมพ์พระที่พบในกรุก็มีหลากหลายพิมพ์ทรงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการพระเครื่องมายาวนาน ได้แก่:
-
พระอู่ทองคางเครา และพระอู่ทองพิมพ์ต่างๆ ซึ่งสะท้อนศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลพบุรีอย่างชัดเจน มีความดุดันและทรงอำนาจ
-
พระปรุหนัง: สุดยอดพระพิมพ์เนื้อชินที่มีลวดลายอลังการ ฉลุโปร่ง แสดงถึงฝีมือช่างหลวงชั้นครู
-
พระนาคปรกกรุพะงั่ว: พระพุทธรูปปางนาคปรกที่มีพุทธศิลป์ขอมโบราณอันทรงคุณค่า
-
พระขุนแผนใบพุทรา: พิมพ์พระยอดนิยมที่พบกระจายตัวในหลายกรุสำคัญของอยุธยา
-
พระซุ้มประภามณฑล, พระสังกัจจาย์ และ พระยอดขุนพลบัวห้าเม็ด ฯลฯ
มุมมองส่วนตัว: เสน่ห์ของเนื้อชินเงินและคุณค่าที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือน
สำหรับผมแล้ว การได้มีโอกาสศึกษาพระเครื่องจากกรุวัดมหาธาตุ ไม่ต่างอะไรกับการได้เปิดบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ทุกครั้งที่ได้เห็นผิวของพระเนื้อชินเงินที่มีคราบสนิมขุมหรือความผุกร่อนตามธรรมชาติ มันบอกเล่าเรื่องราวของความอุตสาหะในยุคที่อยุธยาเพิ่งตั้งรกราก
พระเครื่องเหล่านี้ไม่ได้ทรงคุณค่าแค่เพียงเพราะความหายากหรือค่านิยมในตลาดสะสมเท่านั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงซ่อนอยู่ "ความจริงแท้ของประวัติศาสตร์" ที่ผ่านการรังสรรค์จากมือของบรรพบุรุษเมื่อกว่า 600 ปี ท่ามกลางศึกสงครามและการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน พระกรุวัดมหาธาตุยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความศรัทธาจากยุคสมัยของสมเด็จพระราเมศวร มาสู่ผู้คนที่หลงใหลในมรดกทางวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าอัศจรรย์
การช่วยกันอนุรักษ์ ศึกษา และเรียนรู้เรื่องราวของกรุวัดมหาธาตุ จึงเป็นทาง 1 เดียวที่จะช่วยให้มรดกทางพุทธศิลป์และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าแห่งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาคงอยู่สืบไปตราบนานเท่านนาน
